รูปภาพของอ.เกด ศิวาพร
การรับช่วงสิทธิ เกิดขึ้นได้ก็ด้วยอำนาจของกฎหมายเท่านั้น
โดย อ.เกด ศิวาพร - พฤหัสบดี, 27 มิถุนายน 2013, 12:38AM
 
การรับช่วงสิทธิ เกิดขึ้นได้ก็ด้วยอำนาจของกฎหมายเท่านั้น
-
ลักษณะของการรับช่วงสิทธิ

1. รับช่วงสิทธิเกิดขึ้นโดยผลของกฎหมาย มิได้เกิดจากสัญญาหรือการตกลงกัน
จึงไม่จำต้องอาศัยความสมัครใจของของเจ้าหนี้หรือของลูกหนี้และขืนใจลูกหนี้ได้
ผู้รับช่วงสิทธิได้รับไปโดยไม่ต้องการก็ได้ การจะบังคับชำระหนี้ตามสิทธิที่รับช่วงไปหรือไม่
ก็เป็นสิทธิของผู้รับช่วงสิทธิ

2.รับช่วงสิทธิจำกัดเฉพาะกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้ เนื่องจากการรับช่วงสิทธิ
เกิดขึ้นโดยผลของกฎหมาย การรับช่วงสิทธิจึงจำกัดเฉพาะกรณีที่มี กม.กำหนดไว้เท่านั้น
บทบัญญัติที่อยู่ในเรื่องหนี้ก็คือมาตรา 227, 229, 230, 296, 426, 431 และในเอกเทศสัญญาอื่นๆ
เช่น มาตรา 880 เป็นต้น

3. รับช่วงสิทธิเกิดจากการชำระหนี้ของผู้มีส่วนได้เสีย คือรับช่วงสิทธิจะเกิดขึ้นได้
ต่อเมื่อมีการชำระหนี้แล้วและต้องเป็นการชำระหนี้โดยผู้มีส่วนได้เสีย
คำว่า มีส่วนได้เสีย หมายความถึงส่วนได้เสียตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายที่บัญญัติให้รับช่วงสิทธิ
ไม่ใช่ส่วนได้เสียทั่วไป

4. บุคคลภายนอกเข้าสวมสิทธิของเจ้าหนี้ คือ ผู้รับช่วงสิทธิซึ่งเป็นผู้ชำระหนี้
อยู่ในฐานะเป็นบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่เจ้าหนี้ในหนี้ที่จะรับช่วงสิทธิ ฉะนั้น ถ้าผู้ใดอยู่ใน
ฐานะเป็นเจ้าหนี้ในมูลหนี้อันนั้นอยู่แล้ว ก็ไม่อาจอ้างการรับช่วงสิทธิมาบังคับเอาแก่ลูกหนี้ได้

เหตุที่ทำให้เกิดการรับช่วงสิทธิ ได้แก่

1.กรณีที่ลูกหนี้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ตามมาตรา 227
2. กรณีที่มีการชำระหนี้แทนของเจ้าหนี้ด้อยสิทธิ ตามมาตรา 229 (1)
3. กรณีรับช่วงสิทธิของผู้ซื้อทรัพย์จำนอง ตามมาตรา 229 (2)
4. กรณีรับช่วงสิทธิของลูกหนี้ร่วมตามมาตรา 229 (3)
5. กรณีที่เจ้าหนี้นำบังคับยืดทรัพย์ตามมาตรา 230

ผลของการรับช่วงสิทธิ

1. ผู้รับช่วงสิทธิสามารถใช้สิทธิตามมูลหนี้ที่ได้รับช่วงสิทธิมาในนามของตนเอง
2. ผู้รับช่วงสิทธิได้รับช่วงสิทธิมาเท่ากับหนี้ที่ตนได้ชำระไป (จ่ายไปเท่าไรก็รับช่วงเท่านั้น)
3. ผู้รับช่วงสิทธิมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่รับช่วงสิทธิ
4. ถ้าหนี้ที่รับช่วงสิทธิมานั้นเป็นหนี้มีประกัน ไม่ว่าจะประกันด้วยทรัพย์หรือบุคคล
ผู้รับช่วงสิทธิก็ยังคงได้ประโยชน์จากประกันนั้นอยู่ โดยไม่ต้องทำสัญญาประกันใหม่
เพียงแต่ต้องส่งมอบหลักฐานหรือทรัพย์ที่เป็นหลักประกันให้แก่ผู้รับช่วงสิทธิ
5. เจ้าหนี้เดิมที่ถูกรับช่วงสิทธิไปแล้ว ไม่มีสิทธิบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้แก่ตนได้อีก
ส่วนลูกหนี้ก็จะชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้เดิมไม่ได้ หากรับไปก็ต้องคืนฐานลาภมิควรได้
ตามมาตรา 406
6. ถ้าหนี้ที่รับช่วงสิทธิมามีสิทธิเหนือบุคคลอื่นอีก ผู้รับช่วงสิทธิก็มีสิทธิเช่นนั้นด้วย
7. ถ้าลูกหนี้ชำระหนี้ด้วยการเอาทรัพย์อื่นมาแทนทรัพย์ที่ถูกทำให้เสียหายหรือทำลาย
ผู้รับช่วงสิทธิก็มีสิทธิเหนือทรัพย์นั้นที่มาแทนด้วย อันเป็นการรับช่วงทรัพย์ตาม มาตรา 228

ฎีกาที่ 7630/2554

การรับช่วงสิทธิจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยอำนาจของกฎหมาย จึงต้องเป็นกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติ
ให้รับช่วงสิทธิได้ การที่โจทก์จ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลซึ่งเป็นเงินทดแทนแก่ลูกจ้างตามกฎหมาย
แรงงานอันเป็นกฎหมายพิเศษซึ่งใช้บังคับระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างกรณีที่ลูกจ้างประสบอันตราย
ถึงแก่ความตายอันเนื่องมาจากการทำงานให้แก่นายจ้างโดยเฉพาะ มิใช่การจ่ายค่าสินไหมทดแทน
ความเสียหายและกฎหมายก็ไม่ได้บัญญัติให้สิทธิแก่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างเรียกเอาเงินทดแทนที่จ่าย
ไปนั้นคืนจากผู้ทำละเมิดต่อลูกจ้างโจทก์ได้แต่อย่างใด ดังนั้น โจทก์จึงไม่อาจอ้างการรับช่วงสิทธิ
มาฟ้องเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลที่โจทก์จ่ายไปคืนจากจำเลยที่ 7 ได้

ฎีกาที่ 2766/2551

การยืมใช้คงรูปตาม ป.พ.พ. มาตรา643 บัญญัติให้ผู้ยืมต้องรับผิดต่อผู้ให้ยืม
เฉพาะแต่ในกรณีผู้ยืมเอาทรัพย์สินที่ยืมไปใช้ในการอย่างอื่นนอกจากการอันเป็นปกติ
แก่ทรัพย์สินนั้น หรือนอกจากการอันปรากฏในสัญญา หรือเอาไปให้บุคคลภายนอก
ใช้สอย หรือเอาไปไว้นานกว่าที่ควรจะเอาไว้ แต่โจทก์ยืนยันมาในคำฟ้องว่า
เหตุละเมิดที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็น
บุคคลภายนอก ดังนี้โจทก์ในฐานะผู้ยืมจึงไม่ต้องรับผิดต่อเจ้าของทรัพย์ แม้โจทก์จะ
ได้ซ่อมรถยนต์คันที่โจทก์ยืมมาเรียบร้อยแล้วโจทก์ก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะรับช่วงสิทธิ
ของเจ้าของทรัพย์ที่จะเรียกร้องให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็น
หุ้นส่วนผู้จัดการรับผิดได้ เพราะการรับช่วงสิทธิจะมีได้ต่อเมื่อผู้รับช่วงสิทธิมีหนี้อัน
จะต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้คือเจ้าของ เมื่อโจทก์ไม่ใช่ผู้รับช่วงสิทธิ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง